ผลกระทบค่าเงินบาทแข็งต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกา



การแข็งค่าของเงินบาท จะมีผลกระทบมากน้อยต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐอเมริกามากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 3 ประการ

1)   การแข็ง/อ่อนค่าของเงินสกุลคู่แข่งที่ส่งสินค้าไปสหรัฐอเมริกา

ประเทศคู่แข่งของไทยในอาเซียน มีค่าเงินแข็งค่าขึ้นเฉลี่ย 6% ดังนั้นผลกระทบจากการที่ผู้นำเข้าจะหันไปซื้อสินค้าจากประเทศคู่แข่งในอาเซียนคงจะมีน้อย แต่หากเป็นประเทศที่ค่าเงินไม่แข็งขึ้น อาจจะทำให้ผู้นำเข้าหันไปซื้อสินค้าจากประเทศดังกล่าวอย่างไรก็ตาม การที่ค่าเงินแข็งขึ้นในหลายประเทศ ไม่ได้เป็นเพราะการแข็งค่าโดยเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข็งค่าในเชิงเปรียบเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

สาเหตุหนึ่งมาจากการที่ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯอ่อนลงอย่างมาก เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะเกิดเศรษฐกิจถดถอยขึ้นอีก เนื่องจากผลจากเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไม่สามารถแก้ปัญหาการว่างงานได้ ทำให้ไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงของ GDP ได้ อีกทั้งปัญหา Sub Prime ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้หมดไป เป็นเหตุให้ต้องปรับลด GDP ในปีนี้ลง และประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศนโยบายชัดเจนที่จะเพิ่มการส่งออก เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรม SME ของสหรัฐฯ ดังนั้นคาดว่าสหรัฐฯจะยังคงรักษาระดับค่าเงินให้อ่อนต่อไป เพื่อกระตุ้นการส่งออกให้เพิ่มขึ้นตามนโยบายที่ประกาศไว้ อย่างน้อยก็จนถึงการเลือกตั้งกลางเทอม ในเดือนพฤศจิกายน ศกนี้

2) โครงสร้างสินค้าส่งออกของไทยไปสหรัฐอเมริกา

พิจารณาจากโครงสร้างสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ จะเห็นว่า 2 อันดับแรกซึ่งเป็นสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ และมีสัดส่วนการส่งออก เกือบ 24% ของการส่งออกรวมจากไทยไปสหรัฐฯ

ประเทศที่ครองสัดส่วนสูงสุดอยู่คือ จีน ซึ่งคงจะไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงของไทย และรองลงมาคือ เม็กซิโก ซึ่งมีความได้เปรียบในการตั้งฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ของ NAFTA ในการส่งออกไปสหรัฐฯ คู่แข่งโดยตรงของไทยน่าจะเป็นมาเลเซีย ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯใกล้เคียงกับไทย และมีการแข็งค่าของเงินริงกิต/เหรียญสหรัฐ สูงมากกว่าเงินบาท ดังนั้นจึงไม่น่าจะแย่งสัดส่วนการส่งออกของไทยได้

สินค้าที่จะมีผลต่อตัวเลขส่งออกอีกรายการหนึ่งคือ กุ้ง (อันดับ 3 และ 7) โดยเฉพาะอันดับ 7 กุ้งแช่แข็งของไทยครองสัดส่วนเป็นอันดับ 1 ของการนำเข้าของสหรัฐฯ ทิ้งคู่แข่งคือ จีนและอินโดฯ ไกลพอสมควร

ผลกระทบในปีนี้จากการแข็งค่าเงินบาทน่าจะไม่มากนัก เนื่องจากในปีนี้มีปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ทั้งภายในประเทศสหรัฐฯ (จากเหตุน้ำมันรั่วในอ่าวเม็กซิโก) และในประเทสคู่แข่ง (โรคระบาดกุ้งในอินโดฯ) น่าจะทำให้มีความต้องการซื้อกุ้งจากไทยเพิ่มขึ้น

สินค้าสำคัญอีกรายการหนึ่งคือสินค้าอันดับ 8 ปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งไทยครองอันดับสูงสุดอยู่เป็นสัดส่วนถึง 40.15% ของการนำเข้ารวมสินค้านี้ของสหรัฐฯ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ส่งออกมามีไม่กี่ราย น่าจะให้ตัวเลขคาดการณ์การส่งออกได้ใกล้เคียงที่สุด สินค้ารายการนี้มีอัตราการส่งออกมาสหรัฐฯเพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2550 มีอัตราการเพิ่มเกิน 30% ทุกปี

สินค้าที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่า ในอนาคตจะถูกแย่งตลาดคือ ข้าว แต่หากพิจารณาตัวเลขส่งออกแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่าไทยยังคงครองตลาดเป็นอันดับ 1 อยู่ถึง 69.70% ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างเวียตนามมาก แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะขณะนี้ปัญหาเรื่องข้าวปลอมปน (ข้าวหอมมะลิปนข้าวปทุมในสัดส่วนที่สูงเกินกำหนดกรมการค้า
ต่างประเทศ แต่ระบุที่บรรจุภัณฑ์ เป็นข้าวหอมมะลิ 100%) กำลังเพิ่มความรุนแรงขึ้นทุกที สคร.นิวยอร์กได้รับการร้องเรียนจากผู้นำเข้าว่า ผู้ส่งออกขอขึ้นราคาข้าวหอมมะลิสูงมาก โดยอ้างว่าเพราะค่าเงินบาทที่แข็ง ทำให้ผู้นำเข้าเริ่มคิดจะหันไปนำเข้าข้าวจากประเทศอื่น

3) มาตรการของรัฐในการช่วยอุดหนุนผู้ส่งออกในช่วงวิกฤติค่าเงินบาท

ผู้ส่งออกในช่วงค่าเงินบาทแข็ง ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรงจากการขายสินค้า ถ้าขายราคาเดิมก็จะขาดทุนจากการได้เงินบาทมาน้อยลง ถ้าขึ้นราคาสินค้า ก็เสี่ยงต่อการที่ผู้นำเข้าอาจจะหันไปซื้อสินค้าจากประเทศอื่น สินค้าไหนที่ครองตลาดอยู่และมีคู่แข่งน้อยจะได้เปรียบในการขึ้นราคาสินค้าได้ แต่สินค้าที่มีการแข่งขันสูง จะไม่สามารถทำได้ ดังนั้นรัฐบาลควรต้องมีมาตรการเร่งด่วน ในการช่วยเหลือผู้ส่งออก โดยต้องมีมาตรการระยะสั้นในการลดต้นทุนด้านการเงิน เพื่อที่จะเยียวยาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้ผู้ส่งออกผ่านพ้นวิกฤติช่วงนี้ไปได้ แต่ก็ควรมีมาตรการระยะยาว เพื่อมิให้สินค้าไทยต้องเสียตลาดให้กับคู่แข่งในอนาคตด้วย

สมจินต์ เปล่งขำ
สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก
13 กันยายน 2553

Related Posts

No related posts.




Leave a Reply