ข้อมูลและคำแนะนำเบื้องต้นในการเข้าตลาดสินค้าของแต่งบ้านสหรัฐฯ



ข้อมูลและคำแนะนำเบื้องต้นในการเข้าตลาดสินค้าของแต่งบ้านสหรัฐฯ

ประเภทของสินค้า
สินค้าของแต่งบ้านที่มีวางจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯปัจจุบันสามารถแยกย่อยได้เป็น
1. ผลิตภัณฑ์สินค้าที่มีกลิ่นหอมหรือที่เป็นในลักษณะ aromatherapy มีทั้งในรูปของน้ำมันหอม ดอกไม้แห้ง กำยาน และสเปรย์ และภาชนะประกอบ

2. งานศิลปะต่างทั้งที่เป็นภาพพิมพ์เทคนิคต่างๆ รูปโปสเตอร์ และงานศิลปะลอกเลียนแบบอื่นๆ

3. ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่ใส่สิ่งของเช่นตะกร้า กล่องไม้ แจกัน กระถางต้นไม้ กล่องต่างๆ

4. เทียนและส่วนประกอบ(เชิงเทียน)

5. เครื่องประดับตามฤดูกาลเช่นเฮโลวีน วันขอบคุณพระเจ้า และ วันคริสต์มาส

6. ผลิตภัณฑ์เพื่อเป็นของสะสม (collectibles)

7. รูปแกะสลัก รูปปั้น รูปหล่อต่างๆ

8. ผลิตภัณฑ์ดอกไม้แห้งสำหรับประดับภายในบ้านหรือนอกบ้าน

9. เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านและนอกบ้าน

10. ของตกแต่งประดับสวน

11. สิ่งทอสำหรับใช้ภายในบ้านเช่น พรม สิ่งทอสำหรับใช้ในครัว ในห้องน้ำ เป็นต้น

12. โคมไฟและตะเกียง

13. กรอบรูป

14. ของตกแต่งผนังเช่น กระจก ชั้นวางของ

สถานการณ์ตลาดโดยสรุป
สถานการณ์ปัจจุบันของตลาดสินค้าของแต่งบ้านสหรัฐฯเป็นไปในทางลดลง ด้วยเหตุผลสำคัญสามประการคือ

1. สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันที่ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงในอุปทานเชื้อเพลิง ราคาน้ำมันในตลาดสูงขึ้นและผู้บริโภคไม่มั่นใจในความมั่นคงของอุปทานน้ำมันและราคาน้ำมันในอนาคต ราคาน้ำมันที่เป็นไปในทางสูงขึ้นเรื่อยๆส่งผลให้ระดับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดขยายตัวอยู่ตลอดเวลาในขณะที่อัตราการขยายตัวของรายได้ของผู้บริโภคไม่ได้สัดส่วนกับอัตราการขยายตัวของราคาผลิตภัณฑ์สินค้าและสินค้าบริการ ผู้บริโภคสหรัฐฯมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับซื้อหาสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต สินค้าของตกแต่งบ้านไม่ใช่สินค้าสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวันและไม่ได้เป็นความจำเป็นอันดับต้นๆ ในการดำรงชีวิต การใช้จ่ายเงินเพื่อการบริโภคสินค้าของตกแต่งบ้านจึงเป็นไปในทางลดลง การลดลงของการบริโภคสินค้าตกแต่งบ้านเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนมาตั้งแต่ปี 2004

2. ปัจจุบันมีสินค้าประเภทใหม่ๆในตลาดสหรัฐฯที่ดึงดูดความสนใจและความต้องการของผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทอิเลคโทรนิกส์ที่เป็นเทคโนโลยี่ทันสมัยเช่น โทรทัศน์จอแบน เครื่อง I-pod หรือโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆที่มีความสามารถปฏิบัติงานได้หลากหลาย เป็นต้น ผู้บริโภคสหรัฐฯมีแนวโน้มว่าจะเลือกใช้จ่ายเงินเพื่อการบริโภคสินค้าเทคโนโลยี่ใหม่ๆเหล่านี้มากกว่าการบริโภคสินค้าของตกแต่งบ้าน

3. ตลาดสินค้าของแต่งบ้านสหรัฐฯเป็นตลาดที่มีความผูกติดในระดับสูงกับสถานการณ์อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงในตลาดอสังหาริมทรัพย์จึงมีผลกระทบต่อสถานการณ์ตลาดสินค้าของแต่งบ้าน

ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯในขณะนี้อยู่ในสภาวะชะลอตัวลงและมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวอยู่ต่อไปในอนาคต สภาวการณ์ชะลอตัวจะเห็นได้อย่างเด่นชัดในพื้นที่ต่างๆที่เคยมีการเติบโตอย่างเข้มแข็งของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน แคลิฟอร์เนีย ฮาวาย โรดไอร์แลนด์ และนครนิวยอร์ค ภาพรวมของอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ๆก็เป็นไปในทางชะลอตัวลงเช่นกัน ทั้งนี้ยกเว้นในบางมลรัฐที่อาจมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นเช่นไอดาโฮ นอร์ทแคโรไลน่า โอคลาโฮมา วอชิงตัน และ ไวโอมิ่ง สาเหตุสำคัญของการชะลอตัวลงของตลาดอสังหาริมทรัพย์ สืบเนื่องมาจากในระหว่างปีที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการขยายตัวอย่างมากราคาบ้านได้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆเข้าสู่ระดับที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่สามารถซื้อบ้านได้โดยง่ายอีกต่อไป ในขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้รัฐบาลกลางก็มีการขายตัวเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องมาโดย
ตลอด ก่อให้เกิดสภาวการณ์

- ราคาบ้านตกลง เจ้าของบ้านที่ประสงค์จะขายบ้านจะขายบ้านได้ช้าลงและอาจจะได้กำไรลดลง ซึ่งหมายถึงรายได้ที่ลดลง ตลาดบ้านในปัจจุบันจึงไม่ใช่ตลาดของผู้ขาย
- ดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านเพิ่มสูงขึ้น(แม้ว่าจะยังคงมีระดับต่ำ แต่ก็สูงขึ้นกว่าในช่วงเวลาที่ตลาดบ้านกำลังเติบโตสูงสุด) และแม้ว่าราคาบ้านจะเริ่มตกลงแต่ก็ยังคงมีระดับสูงอยู่ ดังนั้นตลาดบ้านในปัจจุบันจึงยังไม่ใช่ตลาดของผู้ซื้ออย่างแท้จริง
- ผู้ที่เพิ่งจะซื้อบ้านไปเมื่อไม่นานมานี้ในช่วงเวลาที่บ้านราคาสูง จะมีรายจ่ายค่าบ้านสูงตามไปด้วยและไม่มีเงินเหลือเพื่อการใช้จ่ายอื่นๆมากนัก และหลายรายกำลังประสบปัญหาไม่สามารถผ่อนชำระค่าบ้านได้ จำนวนบ้านที่ถูกยึดมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
- การตกแต่งซ่อมแซมปรับปรุงที่อยู่อาศัยเป็นไปในทางลดลง เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วเงินทุนเพื่อการนี้จะมาจากการเอาบ้านเข้าธนาคารเพื่อนำกำไรออกมาใช้ แต่ในช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านสูงขึ้นและค่าใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคสำคัญกำลังเพิ่มสูงขึ้นไปพร้อมๆกัน จึงคาดได้ว่าการใช้จ่ายเงินเพื่อการนี้จะไม่เกิดขึ้น

แต่งบ้านด้วยกันเอง แข่งขันกับผู้ผลิตสินค้าของตกแต่งบ้านรายอื่นๆแล้วยังจะต้องแข่งขันกับสินค้าทางเลือกใหม่ๆที่กำลังดึงดูดใจผู้บริโภคอีกด้วยแนวโน้มรูปแบบสินค้าที่ได้รับความนิยมในตลาด

ที่มา: Home Décor Buyer
ลักษณะสินค้าที่ได้รับความนิยมในปี 2005 ที่มีแนวโน้มว่าจะยังคงอยู่ในความนิยมในปี 2006สไตล์ที่กำลังอยู่ในแนวนิยมในตลาดสินค้าตกแต่งบ้านในสหรัฐฯคือ Casual และ Contemporary ภาพรวมของตลาดสหรัฐฯ รูปแบบ casual กำลังเป็นที่นิยมสูงสุดในวงกว้างทั่วประเทศและในทุกระดับราคารองลงมาคือ contemporary ในขณะที่สไตล์แบบเอเชียมีแนวโน้มว่ากำลังได้รับความนิยมลดน้อยลงเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตจะต้องเข้าใจว่าสไตล์ที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่เป็นที่อยู่อาศัย ทั้งนี้อยู่บนพื้นฐานของความแตกต่างของสภาวะอากาศ ลักษณะสถาปัตยกรรมของบ้าน และชาติพันธุ์ ที่ส่งผลต่อความชอบในการบริโภค เช่น ผู้บริโภคทางฝั่งตะวันตกสหรัฐฯมีแนวโน้มว่าจะนิยมสินค้าที่มีรูปแบบเป็น Contemporary หรือ Mediterranean ผู้บริโภคทางใต้มีแนวโน้มว่าจะนิยมสินค้าที่มีรูปแบบ British Traditional, American Formal หรือ Mid-Century Modern เป็นต้น

ลวดลาย/รูปลักษณ์ (design) ของสินค้า ที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดสหรัฐฯดูเหมือนว่าจะโน้มเอียงไปในทางเข้าหาธรรมชาติและที่พึ่งทางใจ ลวดลายหรือผลิตภัณฑ์ในรูปของ นางฟ้าในรูปลักษณ์และท่วงท่าต่างๆ รูปแม่พระ ดอกไม้/สวนดอกไม้ ผักผลไม้ และแมลง(ผีเสื้อ ผึ้ง เต่าทอง) เป็นต้น
โทนสี ที่กำลังเป็นที่นิยมคือสีน้ำตาลออกเหลือหรือเทา (Taupe) สีดำ สีเหลืองเหมือนเนยสด และเขียวมอๆ (sage) โทนสีที่มีแนวโน้มจะเข้าสู่ความนิยมคือสีฟ้าน้ำทะเล (Turquoise) สีทองแดง สีน้ำตาลช๊อคโกแล็ตและสีส้ม โทนสีที่กำลังออกจากความนิยมคือสีเขียว (Kelly green, forest/hunter green) สีเหลืองสด (primary
yellow) และสีฟ้า (primary blue)

ประเภทของสินค้า สินค้าที่กำลังอยู่ในสมัยนิยมเรียงตามลำดับคือ เทียน หมอนอิงประเภท “toss pillow” ผลิตภัณฑ์สำหรับเก็บของประเภท (storage items) จานชาม (tableware) เฟอร์นิเจอร์สำหรับใช้นอกบ้าน ของเลียนแบบของเก่า ของเก่าแท้ ของแต่งสวน เชิงเทียนหรือที่ปักเทียนแบบติดผนังห้อง แจกันหรือกระเช้าดอกไม้แบบถาวร เป็นต้น

ข้อมูลสรุปสินค้าที่กำลังได้รับความนิยมในตลาด
สินค้าประเภทเทียน ตลาดสินค้าเทียนในสหรัฐฯมีมูลค่าการขายประมาณปีละ 2 พันล้านเหรียญฯ เทียนที่วางจำหน่ายในสหรัฐฯมีอยู่ 11รูปแบบด้วยกันคือ แบบไส้เทียนเคลือบเทียนไขบางๆไว้สำหรับจุดไฟ(tapers), เทียนสำหรับใช้ในพิธีทางศาสนา(votives), เทียนแท่งขนาดกว้าง/สูงเป็นลำ (pillars), เทียนที่ใส่ในขวดแก้ว (container/jar), เทียนทั่วๆป (candles), เทียนสำหรับใช้ในสวน (tea lights), เทียนสำหรับใช้เวลาสวดมนต์ในพิธีทางศาสนา (liturgical candles), เทียนสำหรับใช้นอกบ้านในสวน(outdoor candles), เทียนลอยน้ำ(floating candles), เทียนตกแต่งทั่วไป (novelty candles), เทียนใช้งาน(utility candles) และเทียนขนาดเล็ก
สำหรับใช้ในงานวันเกิด (birthday candles) ชนิดของเทียนที่กำลังเป็นที่นิยมสูงสุดในตลาดสหรัฐฯคือ votives, pillars, container/jar จุดขายของเทียนในตลาดสหรัฐฯเรียงตามลำดับความสำคัญคือกลิ่น สี ราคา และรูปลักษณ์

สินค้าดอกไม้จัดแบบถาวร ผลิตภัณฑ์สินค้าดอกไม้ที่มีการจัดลงแจกันหรือในรูปของต้นไม้หรือต้นกล้วยไม้ปลอมกำลังได้รับความนิยมในตลาด จุดขายคือต้องเป็นสินค้าที่ผลิตได้ใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุดและด้วยฝีมือประณีตสวยงาม ดูเป็นธรรมชาติ และต้องให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ภาชนะที่ใส่(กระถางตะกร้า แจกัน) ที่มีคุณภาพและสวยงามด้วยรูปแบบที่ได้รับความนิยมในตลาดสูงสุดคือ

- ต้นกล้วย ต้นปาล์มพันธุ์ Kentia และ Areca ในกระถาง
- ต้นกล้วยไม้หรือกล้วยไม้จัดแจกัน
- ดอกไม้ประดิษฐ์หรือดอกไม้แห้งจัดเป็นหรีดหรือจัดลงในแจกัน ประเภทของดอกไม้ที่ได้รับความนิยมคือ calla, lilies, tulips, hydrangeas และ read amaryllis
- ผักและผลไม้ประดิษฐ์

สินค้าจาน/ชาม (Dinnerware) ในปี 2005 ตลาดสินค้าจาน/ชามในสหรัฐฯมีมูลค่าประมาณ 9 พันล้านเหรียญฯขยายตัวจากปี 2004 ในอัตราร้อยละ 3.1 (ตลาดของใช้ในครัวเรือน- Houseware มีมูลค่าประมาณ 36.9 พันล้านเหรียญฯ อัตราการขยายตัวร้อยละ 4.5) มีแนวโน้มว่าการขยายตัวในอนาคตของตลาดสินค้าจาน/ชามของสหรัฐฯจะเป็นไปในระดับต่ำประเภทของสินค้าจาน/ชามที่มีแนวโน้มว่ากำลังมีโอกาสที่ดีในตลาดจะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรียงตามลำดับขนาดของกลุ่มตลาดผู้บริโภคหลักคือ

1. จาน/ชามในสไตล์สบายๆแต่มีความหรูหรา (casual luxury) เป็นสินค้าที่ดูดีกว่าปกติแต่ไม่ดูหรูหราเป็นพิธีรีตองมากนักและสามารถดูแลรักษาได้โดยง่าย(สามารถใช้กับเครื่องล้างจานและไมโครเวฟได้) ที่สามารถใช้ได้ทั้งในโอกาสแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ส่วนแบ่งของตลาดนี้ประมาณร้อยละ 56

2. จาน/ชามในสไตล์แบบสบายๆ (casual) มีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 25 ชุดจาน/ชามในข้อ 1 และ 2 โดยปกติแล้วจะไม่มีถ้วยกาแฟและจานรองแต่อาจจะมีถ้วยประเภท mug แทนการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯสินค้าจาน/ชามในกรณีที่เป็นเซรามิกจะต้องทราบถึงกฎระเบียบของสหรัฐฯในเรื่องสารตะกั่วตกค้างในผลิตภัณฑ์สินค้าดังนี้

สินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ทำจากแก้วและเซรามิกที่ประสงค์จะวางจำหน่ายในสหรัฐฯจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องจำนวนสารตะกั่วและแคดเมี่ยมตกค้างระเบียบของ USFDA ในกรณีที่จะวางจำหน่ายในรัฐแคลิฟอร์เนียจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย Proposition 65 (California’s Safe Drinking Water and Toxic Enforcement Act of 1986) ซึ่งมีข้อบังคับที่เข้มงวดกว่า USFDA ข้อบังคับดังกล่าวจะกำหนดปริมาณสารตกค้างและการทำป้ายปิดเตือนอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้สินค้านั้นๆ (“Warning: This [product/hospital/store] contains chemicals known to the state to cause cancer or reproductive toxicity) อนึ่งสินค้าสำหรับเด็กจะมีกฎระเบียบที่แตกต่างออกไปจากสินค้าสำหรับผู้ใหญ่

ช่องทางกระจายสินค้า
ประเภทของร้านค้าปลีกที่เป็นแหล่งกระจายสินค้าสำคัญของผลิตภัณฑ์เครื่องประดับตกแต่งบ้าน คือ

1. ร้านค้าปลีกสินค้าประเภท “furnishing stores” เช่น Bed Bath & Beyond, Linens ‘n Things

2. ร้านค้าปลีกสินค้าเฟอร์นิเจอร์

3. ร้านค้าปลีกสินค้าก่อสร้าง เครื่องมือเครื่องใช้ และการทำสวน เช่น Lowe’s และ Home Depot (เมื่อเดือนพฤษภาคม 2006 Home Depot ได้เข้าถือครองบริษัท Home
Decorators Collection และเป็นการเข้าสู่ธุรกิจการขายสินค้าของแต่งบ้านด้วยระบบขายตรงผ่านทาง internet อย่างเต็มตัว)

4. ร้านค้าปลีกสินค้าเครื่องใช้ในครัวเรือนและของตกแต่งบ้าน เช่น Pier 1 Import, Cost Plus Pottery Barn, Crate & Barrel หรือที่เป็นร้านค้าปลีกอื่นที่ไม่ใช่ franchise

5. ตลาดขายอาหาร

6. ร้านขายยาและผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพและร่างกาย

7. การขายตรงผ่านทางระบบ mail order และ internet

8. ร้านค้าปลีกประเภท discount store

สภาวะปัจจุบันของตลาดดูเหมือนว่าจะเป็นโอกาสของตลาดระดับสูง (high end market) ที่ให้บริการเน้นไปที่สินค้าของใช้ในครัวเรือนสำหรับผู้บริโภคกลุ่มที่มีรายได้สูง กลุ่มค้าปลีกเช่น Crate & Barrel และ William Sonoma เป็นต้นกำลังทำรายได้ ในขณะที่ตลาดระดับล่างหรือปานกลางเช่น Pier 1 Import, Cost Plus หรือ Bombay กำลังประสบปัญหาในการขาย (ทั้งนี้ยกเว้น Linens ‘ Things) นอกจากการขายผ่านร้านค้าปลีกใหญ่ๆดังกล่าวแล้วข้างต้น ช่องทางจำหน่ายอีกทางหนึ่งซึ่งอาจจะเหมาะสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยคือการขายให้แก่ผู้นำเข้าขนาดเล็กหรือปานกลาง วิธีการทำธุรกิจของผู้นำเข้ากลุ่มนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นในรูปของการซื้อสินค้าจากผู้นำเข้าและนำออกตลาดสหรัฐฯผ่านทางการเดินสายเข้าร่วมงานแสดงสินค้าต่างๆเพื่อขายส่งต่อให้แก่ผู้ค้าส่งค้าปลีกรายย่อยอื่นๆ หรือผู้นำเข้าบางรายทำทำธุรกิจในลักษณะเจาะเข้าสู่ผู้บริโภคโดยตรงโดยการขายให้แก่นักออกแบบตกแต่งโรงแรม บ้านและสวน หรือขายตรงให้แก่ผู้บริโภคสหรัฐฯ ปริมาณการสั่งซื้อในเบื้องต้นของผู้นำเข้ากลุ่มนี้จะไม่มากนักด้วยเหตุผลหลักที่ว่า ผู้นำเข้าจะไม่ซื้อสินค้าไปเก็บตุนไว้และพยายามขายสินค้าเหล่านั้น แต่จะเอาสินค้าจำนวนไม่มากที่ได้จากการสั่งซื้อครั้งแรกไปใช้ในการลองตลาดหากประสบความสำเร็จจึงจะทำการสั่งซื้อเพิ่มในครั้งต่อไป

ข้อควรพิจารณาในการวางสินค้าในตลาดสหรัฐฯ
1. คุณภาพสินค้า เป็นเรื่องที่ผู้ผลิตควรให้ความสนใจและระมัดระวัง เพราะคุณภาพสินค้าเป็นเงื่อนไขสำคัญของการประสบความสำเร็จในตลาดสหรัฐฯ สินค้าที่มีคุณภาพในระดับต่ำไม่มีโอกาสที่จะขายได้ในตลาดสหรัฐฯ เช่น สินค้าดอกไม้ประดิษฐ์ทำจากดินแตกหักและประกอบไว้ไม่แน่นหนาหลุดร่วงได้โดยง่าย สินค้าดอกไม้ประดิษฐ์ทำจากผ้าด้วยฝีมือที่ไม่ละเอียดประณีตพอ สินค้าไม้ส่วนใหญ่มีการอบที่ไม่ได้มาตรฐานสำหรับตลาดส่วนใหญ่ในสหรัฐฯที่มีอากาศร้อนแห้งส่งผลทำให้เกิดปัญหาไม้แตกซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับผลิตภัณฑ์ไม้ การประกอบชิ้นส่วนต่างๆเป็นไปอย่างลวกๆไม่หนาแน่นมั่นคงทำให้เกิดการหลุดหักได้โดยง่าย เป็นต้น

2. การทำบรรจุภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ถือได้ว่ามีส่วนสำคัญสูงสุดในการช่วยขายสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีการแข่งขันในระดับสูง บรรจุภัณฑ์จะเป็นด่านแรกในการเรียกลูกค้า บรรจุภัณฑ์จะเป็นตัวบอกคุณภาพของสินค้าภายใน ดังนั้น จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการผลิตบรรจุภัณฑ์ในระดับที่ควรจะเท่าเทียมกับการผลิตสินค้าที่บรรจุอยู่ภายใน

3. การกำหนดราคาที่สมเหตุสมผล ผู้ผลิตรายย่อยของไทยบางรายมีการตั้งราคาสินค้าไว้สูงเกินไปโดยไม่สมเหตุสมผล ผู้ผลิตบางรายดูเหมือนจะกำหนดราคาขายส่งให้แก่ผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีกในสหรัฐฯ โดยใช้ราคาขายปลีกต่อชิ้นในประเทศไทยเป็นเกณฑ์ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติที่ราคาขายส่งต่อชิ้นของผู้ผลิตไทยบางรายเท่ากับหรือในบางครั้งสูงกว่าราคาขายปลีกในตลาดสหรัฐฯ ผู้ผลิตจะต้องเข้าใจว่าราคาขายปลีกในตลาดสหรัฐฯเป็นราคาที่ถูกบวกให้สูงกว่าราคาขายส่งหรือราคานำเข้าอีกหลายร้อยเปอร์เซ็นต์นอกจากเพื่อให้ได้ผลกำไรแล้วยังเพื่อให้สามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆที่ผู้นำเข้าหรือผู้ค้าปลีกจำเป็นต้องมีในการทำการตลาดและการวางตลาดสินค้า นอกจากนี้สินค้าบางประเภทมีคู่แข่งขันในตลาด(ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าจากจีน)ที่สามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากและขายส่งในราคาถูก

4. รู้จักสินค้าและกำลังการผลิต ในกรณีที่ผู้ผลิตประสงค์จะขายให้แก่ผู้นำเข้าในต่างประเทศผู้ผลิตจะต้องรู้จักสินค้าที่ตนผลิตและกำลังความสามารถในการผลิตและจัดส่งสินค้าของตนเป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถเจรจาต่อรองค้าขายได้ กรณีที่เคยปรากฏขึ้นคือ ผู้นำเข้าสหรัฐฯมีความสนใจในผลิตภัณฑ์สินค้าชนิดหนึ่งและสืบหาข้อมูลจนทราบว่าประเทศไทยสามารถผลิตสินค้าดังกล่าวได้แต่ผู้ผลิตเป็นผู้ผลิตรายย่อย ผู้นำเข้ายังคงประสงค์จะซื้อสินค้าแต่ต้องการข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับตัวสินค้าเช่นชนิดและสัดส่วนของผ้าชนิดต่างๆที่นำมาใช้ในการผลิต คุณสมบัติของผ้าและสีที่ใช้ย้อม ราคาขายที่เป็นราคา F.O.B กรุงเทพฯ ความสามารถในการจัดส่งสินค้าและปริมาณสินค้าที่สามารถจัดส่งให้ได้ในแต่ละครั้ง ซึ่งผู้ผลิตไม่สามารถให้คำตอบได้
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส
29 สิงหาคม 2549

Related Posts

No related posts.




Leave a Reply